การดูแลสุขภาพ, บทความน่ารู้, บทความสุขภาพ, สุขภาพ, สุขภาพดี, สุขภาพน่ารู้

ตาพร่าบ่อย…หรือจะเป็นโรคต้อกระจก

ตาพร่าบ่อย…หรือจะเป็นโรคต้อกระจก

เมื่อคนเราต้องใช้สายตามากๆ ก็อาจจะมีบางเวลาที่สายตามันพร่ามัว มองเห็นอะไรไม่ชัดเจน และทำให้มีผลกระทบต่อการทำงานหรือการดำเนินชีวิตได้ อีกทั้งยังรบกวนจิตใจเมื่อการมองภาพที่ไม่ชัดเจน นำไปสู่การประสบอุบัติเหตุที่คุณไม่คาดคิดได้ด้วยเช่นเดียวกัน

อาการตาพร่ามัวสำหรับบางคนอาจจะไม่ได้เป็นบ่อย อาจจะเกิดเป็นบางครั้งบางคราวเมื่อมีสิ่งเร้าบางอย่าง ซึ่งก็คงจะไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกายมากนัก แต่สำหรับคนในบางกรณีแล้ว อาการตาพร่ามัวกลับเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และถือว่าเป็นสัญญาณสำคัญของการเป็นโรคร้ายบางอย่าง ที่จำเป็นจะต้องรีบจัดการก่อนที่โรคร้ายนั้นๆจะทำให้คุณต้องเสียการมองเห็นไป

หนึ่งในโรคร้ายที่สามารถเกิดขึ้นได้จากต้นเหตุของอาการตาพร่า ก็คือ “โรคต้อกระจก” ซึ่งถือเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ และคนมักจะเข้าใจกันว่าโรคต้อกระจกจะต้องเกิดขึ้นกับคนสูงอายุเท่านั้น แต่จริงๆแล้วโลกนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และอาจจะเกิดขึ้นกับคนที่อายุน้อยกว่านี้ หากมีการใช้สเตียรอยด์หรือมีปัจจัยบางอย่างที่จะส่งผลเสียต่อดวงตาโดยตรง

สัญญาณเตือนของอาการต้อกระจก ก็คือ อาการตาพร่าและตามัว ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการมองเห็นจะแย่ลงไปเรื่อยๆ คุณจึงจำเป็นจะต้องรู้เท่าทันและทราบวิธีการในการรับมือที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดเป็นเหตุการณ์ที่แย่จนเกินไป และนำไปสู่การประสบอุบัติเหตุที่ร้ายแรงในชีวิตได้

ตาพร่าบ่อย...หรือจะเป็นโรคต้อกระจก
ตาพร่าบ่อย…หรือจะเป็นโรคต้อกระจก — https://www.pexels.com/photo/unrecognizable-ophthalmologist-scanning-eyes-of-woman-on-vision-screener-5765830/

ต้อกระจกไม่สามารถแพร่กระจายจากดวงตาข้างหนึ่งไปสู่อีกข้างได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนเกิดความรุนแรง ก็จะทำให้ดวงตาข้างที่เป็นมองไม่เห็นในที่สุด ทั้งนี้ ปัญหาของการเกิดต้อกระจกโดยส่วนใหญ่ก็มาจากการเสื่อมสภาพของเลนส์ตามอายุ ซึ่งก็จะพบได้ในช่วงตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีน้ำตาลสูง หรือภาวะเบาหวานขึ้นตา ซึ่งน้ำตาลจะไปทำให้เลนส์ตาขุ่นได้เร็วมากขึ้นกว่าคนทั่วๆไป

อาการต้อกระจกอาจจะเป็นกลุ่มของคนที่มีการใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาอาการบางอย่าง ซึ่งมันจะไปกระตุ้นต้อกระจกบางชนิดได้ หรือในขณะที่หากคุณเคยมีอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนดวงตา ก็อาจจะเป็นปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดต้อกระจกได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยรองอื่นๆอีกมากมายที่จะส่งเสริมการเกิดต้อกระจกได้ เช่น การเผชิญแสงแดดเป็นเวลานาน การสูบบุหรี่มากจนเกินไป หรือเป็นความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด เป็นต้น

หากใครก็ตามที่มีอาการของต้อกระจก คุณจะค่อยๆมีความสามารถในการมองเห็นลดลงอย่างช้าๆ โดยการมองเห็นของคุณอาจจะเห็นเป็นหมอกหรือฝ้าบังตา เห็นภาพซ้อน และเห็นไฟกระจาย บางท่านอาจจะเปลี่ยนแว่นตาบ่อย เพราะมองไม่ชัดเจนและคิดว่าสายตาเปลี่ยน แต่ความจริงแล้วอาการผิดปกติในการมองเห็นมันคือหนึ่งในสัญญาณเตือนของโรคต้อกระจกนั่นเอง

ตาพร่าบ่อย...หรือจะเป็นโรคต้อกระจก
ตาพร่าบ่อย…หรือจะเป็นโรคต้อกระจก — ภาพจาก : https://www.pexels.com/photo/close-up-photo-of-woman-with-dark-hair-2600348/

สำหรับโรคต้อกระจกนี้สามารถที่จะรักษาได้ด้วยการสลายต้อกระจก ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีทันสมัยที่ทำให้การรักษาโรคนี้ง่ายดายและมีอันตรายต่อดวงตาน้อยที่สุด ซึ่งการรักษาจะเป็นการใช้คลื่นความถี่สูง (Phacoemulsification) โดยใช้เป็นคลื่นอัลตราซาวด์ เพื่อสลายเลนส์ตาที่ขุ่นมัว หรือเรียกว่า “ลอกต้อ” นั่นเอง

หลังจากลอกต้อเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะใส่เลนส์ตาเทียมเข้าไปแทนที่ ซึ่งเทคโนโลยีการรักษาสมัยใหม่มีความก้าวหน้าและล้ำสมัยอย่างมาก การผ่าตัดจะใช้เวลาสั้นๆเพียงแค่ 15 ถึง 30 นาที และมีแผลจากการผ่าตัดขนาดเล็กเพียงแค่ 3-5 มิลลิเมตร หลังจากมีการผ่าตัดเสร็จผู้ป่วยจะใช้เวลาพักฟื้นน้อย และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ในทันที

ยกเว้นแต่ว่าผู้ป่วยคนนั้นๆจะมีโรคอื่นแทรกซ้อนหรือมีข้อจำกัดในการใส่เลนส์เทียมที่ดวงตา ซึ่งอาจจะทำให้การรักษามีความจำเพาะเจาะจง และจำเป็นจะต้องให้แพทย์เฉพาะทางเป็นผู้พิจารณาตามอาการและความรุนแรงของโรค

หากใครก็ตามที่ยังไม่อยากที่จะมีดวงตาพร่ามัว หรือต้องการจะมองสิ่งต่างๆรอบตัวให้ชัดเจนไปตลอด ก็ต้องพยายามที่จะป้องกันดวงตาของตัวเองไม่ให้เสื่อมไปตามวัย และหาทางช่วยยืดอายุการใช้งานของดวงตาให้สามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจนไปอย่างยาวนาน

การถนอมดวงตาสามารถทำได้หลากหลายวิธี นอกจากการละเว้นกิจกรรมที่เป็นสาเหตุของการเกิดต้อกระจกที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ก็ต้องไม่ลืมที่จะบำรุงดวตาด้วยการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารสำคัญในการดูแลดวงตาและการมองเห็น รวมทั้งต้องไม่ลืมที่จะตรวจสุขภาพดวงตาในทุกๆปีด้วย เพราะในแต่ละปีมีโอกาสที่ดวงตาจะเสื่องลงเรื่อยๆตามเวลาที่ผ่านไป โดยเฉพาะบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ยิ่งจำเป็นจะต้องดูแลให้มากขึ้น เพราะอายุถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะทำให้เกิดโรคนี้

โรคต้อกระจกอาจจะทำให้การมองเห็นคุณเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะทำให้สูญเสียการมองเห็นหากรู้จักวิธีการในการดูแลและรักษาดวงตาด้วยวิธีการที่ถูกต้อง คุณก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และมีดวงตาที่มองเห็นภาพอย่างชัดเจนเหมือนเดิม

เชื่อเหลือเกินว่าใครก็ตามที่มีดวงตาที่มองเห็นได้ชัดเจนแม้จะมีอายุที่มากขึ้น ย่อมสามารถสร้างชีวิตที่มีความสุขหรือคุณประโยชน์ที่มีให้กับตัวเองหรือสังคมได้อย่างยาวนานมากกว่า