สุขภาพ, สุขภาพดี, สุขภาพน่ารู้

แยกผักและผลไม้ให้เป็น

แยกผักและผลไม้ให้เป็น

 

การจะแยกแยะว่าอาหารชนิใดเป็นผักหรือผลไม้อาจจะเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันยาว เพราะความรู้หรือความเข้าใจพื้นฐานที่ระบุประเภทของผักและผลไม้่ของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน มีทั้งผักหรือผลไม้บางประเภทก็มีคุณสมบัติที่ก้ำกึ่ง จนยากที่จะระบุได้ว่าเป็นประเภทใดกันแน่

แต่เมื่อได้อ่านบทความนี้ คุณจะหมดความสับสนในเรื่องของการแยกความแตกต่างระหว่างผักและผลไม้ได้อย่างแน่นอน

แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะรู้ว่าทั้งผักและผลไม้เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่มีคนจำนวนไม่มากเท่านั้นที่สามารถที่จะแยกความแตกต่างระหว่างผักและผลไม้ออกจากกันได้อย่างชัดเจน ซึ่งหลักการในการแยกผักและผลไม้ จะใช้การจำแนกตามมุมมอง 2 แบบ ได้แก่ แบ่งตามพฤกษศาสตร์ และแบ่งตามการทำอาหารผักและผลไม้ โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

1 แบ่งตามพฤกษศาสตร์ หรือ การแบ่งตามส่วนของพืชว่าเป็นส่วนใด ทั้งนี้ผลไม้จะถูกพัฒนาขึ้นมาจากดอกของพืช แต่หากเป็นการพัฒนาจากส่วนอื่นของพืชจะจัดอยู่ในประเภทของผัก นอกจากนี้ ผลไม้มักจะมีเมล็ดอยู่ภายใน ส่วนผักจะประกอบไปด้วยราก ลำต้น และใบ

2 แบ่งตามการทำอาหารผักและผลไม้ วิธีนี้จะแบ่งตามความแตกต่างในด้านของรสชาติที่ไม่เหมือนกัน โดยผลไม้ทั่วไปมักจะมีรสชาติหวานหรือเปรี้ยว สามารถนำไปใช้ในการประกอบอาหารประเภทขนมหวานหรือของหวานได้ หรือนำไปใช้ดื่มในลักษณะของการเป็นน้ำผลไม้ได้ ในขณะที่ผักมักจะมีรสชาติที่อ่อนกว่า และมีความขมมากกว่า มักจะรับประทานผักเป็นอาหารจานหลักหรือใช้เป็นเครื่องเคียงอาหาร

Inserting image...
ภาพจาก : https://www.pexels.com/photo/beige-wooden-rectangular-chopping-board-162825/

จากการจำแนกด้วยวิธีการดังกล่าว มักจะทำให้มีผลไม้บางชนิดที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผักอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น

มะเขือเทศ ทางศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกามีการตัดสินว่ามะเขือเทศควรที่จะจัดเป็นผักมากกว่าผลไม้ ภายใต้ระเบียบของศุลกากรของสหรัฐอเมริกา แต่หากพิจารณาในด้านของพฤษศาสตร์แล้ว มะเขือเทศเหมาะสมกับคำจำกัดความของคำว่าผลไม้มากกว่า แม้ว่าจะมีรสชาติเหมือนกับผักก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีผลไม้อีกหลายชนิดที่คนมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นผัก ไม่ว่าจะเป็น อะโวคาโด มะกอก มะเขือยาว ฟักทอง ถั่วลันเตา แตงกวา หรือซูกินี เป็นต้น

ในส่วนของผักบางชนิดก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผลไม้ได้เช่นเดียวกันโดย ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นผักที่มีรสชาติหวาน หรือสามารถนำเอาไปทำเป็นขนมหวานหรือขนมอบได้ ยกตัวอย่างเช่น มันเทศ แครอท หัวผักกาด เป็นต้น

แต่ไม่ว่าพืชชนิดนั้นจะถูกจัดประเภทว่าเป็นผักหรือผลไม้ก็คงไม่ใช่เรื่องสำคัญ หากเราบริโภคมันเพื่อต้องการคุณค่าทางโภชนาการที่อยู่ในพืชแต่ละชนิดนั้นๆ ซึ่งพืชแต่ละชนิดไม่ว่าจะเป็นผักหรือผลไม้ ก็จะมีความแตกต่างกันในแง่ของวิตามิน ใยอาหาร แร่ธาตุ หรือสารอนุมูลอิสระต่างๆ ที่จะช่วยในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย อยู่ที่ว่าเราจะเลือกรับประทานอะไรเข้าไป เพื่อหวังผลประโยชน์ทางด้านไหน

Inserting image...
ภาพจาก : https://www.pexels.com/photo/five-assorted-vegetables-on-white-surface-142520/

ทั้งนี้ ผักหรือผลไม้แต่ละประเภทก็จะมีความโดดเด่นของคุณค่าทางโภชนาการที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น

หากเป็นผักกินหัวมักจะเป็นพืชที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์์ และเป็นแหล่งของวิตามินซีที่ดี และจะประกอบไปด้วยเบต้าแคโรทีน โพแทสเซียม หรือวิตามินบี ในขณะที่ ผักตระกูลกะหล่ำก็จะประกอบไปด้วยสารประกอบบางตัว ที่มีความสามารถในการป้องกันโรคมะเร็งได้ หรือหากเป็นผักใบเขียวก็จะเป็นแหล่งที่ดีของสารลูทีน ที่มีความสามารถในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคมะเร็งได้

ในขณะที่ผลไม้รสเปรี้ยวจะมีวิตามินซีสูง และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมได้ ส่วนผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะมีสารสีม่วงอย่างสารแอนโทไซยานิน ที่มีความสามารถในการต้านการอักเสบ และสามารถลดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้มีประโยชน์ต่อหัวใจได้

ทั้งนี้ ในผักหรือผลไม้แต่ละชนิดก็จะมีความแตกต่างเฉพาะเจาะจงลงไปอีก ซึ่งคุณสามารถที่จะเลือกรับประทานได้ตามใจชอบ ตามฤดูกาล หรือตามพื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่

เหตุผลสำคัญที่หลายคนแยกผักหรือผลไม้ไม่ออกเป็นเพราะสองสิ่งนี้มีความคล้ายกัน ส่วนที่คล้ายคลึงกันระหว่างผักกับผลไม้ ก็คือ การที่รับประทานเข้าไปแล้วร่างกายจะได้ใยอาหาร ซึ่งใยอาหารถือว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ได้ การรับประทานผักหรือผลไม้ยังที่ทำให้ได้รับเส้นใยอาหาร ซึ่งจะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลที่มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อนข้างคงที่ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานได้ดี

ทั้งนี้ ก็ต้องพิจารณาถึงปริมาณน้ำตาลที่อยู่ในผักหรือผลไม้แต่ละชนิดด้วย เพราะหากผักหรือผลไม้ชนิดนั้นๆมีปริมาณน้ำตาลสูงมากเกินไป ก็อาจจะทำให้กลายเป็นโทษได้เช่นเดียวกัน

หลังจากที่อ่านบทความนี้จบแล้ว คุณน่าจะพอแยกประเภทของผักผลไม้ได้ชัดเจนมากขึ้นไปกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม คุณก็ต้องเลือกที่จะรับประทานผักหรือผลไม้แต่ละชนิดให้เหมาะสมกับสุขภาพของตัวเองด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินหรือแร่ธาตุต่างๆที่เราต้องการเสริมเข้าไปในจุดที่ร่างกายกำลังอ่อนแอ และทำให้คุณเป็นคนที่แข็งแรงอย่างที่ต้องการได้ในทุกๆวัน