การดูแลสุขภาพ, การออกกำลังกาย, บทความสุขภาพ, สุขภาพ, สุขภาพดี, สุขภาพน่ารู้

เสกแผลเป็นให้หายไป

เสกแผลเป็นให้หายไป

 

การมีรอยแผลเป็นตามร่างกายต่างๆเป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะในบางครั้งอาจจะเกิดอุบัติเหตุบางอย่าง ที่ทำให้เกิดบาดแผลตามร่างกายหรือบนผิวหนังของมนุษย์ ซึ่งเมื่อบาดแผลนั้นปิดสนิท อาจจะหลงเหลือรอยแผลเป็นเอาไว้ให้ดูต่างหน้า

หลายคนคงไม่ชื่นชอบรอยแผลเป็นที่มีอยู่กับตัวเองสักเท่าไหร่ และต้องการที่จะให้มันจางหายไปให้ได้มากที่สุด เพราะรอยแผลเป็นที่หลงเหลือไว้อาจจะส่งผลต่อความงามบนร่างกายของคุณได้

ทั้งนี้ ก่อนที่คุณคิดจะกำจัดให้รอยแผลเป็นเหล่านั้นจางหายไป คุณจำเป็นจะต้องรู้จักก่อนว่าแผลเป็นที่คุณเป็นอยู่นั้นคือแผลเป็นลักษณะใด เพื่อที่จะทราบถึงวิธีการในการที่ทำให้แผลจางหายไปอย่างถูกวิธี

เสกแผลเป็นให้หายไป
เสกแผลเป็นให้หายไป. — ภาพจาก : https://www.pexels.com/photo/wounded-knuckles-7699460/

ร่างกายมนุษย์มีกลไกในการซ่อมแซมตัวเอง เมื่อใดก็ตามที่ผิวหนังหรือร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดแผล ไม่ว่าจะเป็น แผลจากความร้อน แผลจากแรงเฉือน หรือแผลจากสิว ร่างกายก็จะมีความสามารถในการรักษาบาดแผลนั้นๆตามธรรมชาติ โดยใช้คอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทำหน้าที่ในการซ่อมแซมผิวหนังส่วนที่เสียหาย แต่ในบางครั้ง อาจจะมีการสร้างมากเกินไป จนทำให้เกิดเป็นรอยแผลเป็นในที่สุด

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะสามารถรักษาหรือลบรอยแผลเป็นได้ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีรอยแผลเป็นบางประเภทที่รักษาให้หายได้ยาก ซึ่งในวันนี้เราก็จะมาแนะนำถึงวิธีการในการดูแลผิวของคุณเมื่อเกิดเป็นรอยแผลเป็น ว่าควรที่จะทำอย่างไรให้ได้ผลมากที่สุด

รอยแผลเป็น เกิดขึ้นมาจากการที่ผิวหนังแท้ได้รับความเสียหาย ร่างกายจึงมีการซ่อมแซมด้วยการสร้างเส้นใยคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ แต่เนื้อเยื่อใหม่จะมีความแตกต่างจากเนื้อเยื่อเก่าที่มีอยู่ก่อน จึงทำให้เกิดเป็นรอยแผลที่ไม่เรียบเนียนขึ้นมา ซึ่งอาจจะมีในลักษณะของรอยแผลแบนหรือรอยแผลนูน รวมไปถึงรอยแผลที่เป็นหลุม ซึ่งรอยแผลในแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันดังต่อไปนี้

1 รอยแผลเป็นหลุม

แผลประเภทนี้จะเกิดขึ้นมาจากการที่เราสูญเสียเนื้อเยื่อไป แผลชนิดนี้จะหดเป็นรอยหยักและแบนแนบกับชั้นของผิวหนัง และบ่อยครั้งที่รอยแผลชนิดนี้จะมีสีคล้ำมากกว่าบริเวณอื่นๆ ยกตัวอย่างแผลเช่น รอยแผลจากสิว อีสุกอีใส เป็นต้น

2 รอยแผลเป็นนูน

แผลเป็นนูนเกิดขึ้นมาจากการที่ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อส่วนเกินที่ผิวหนัง แผลเป็นแบบนี้จะมีสีเข้มกว่าบริเวณบริเวณผิวหนังส่วนอื่นๆด้วยเช่นกัน

3 แผลเป็นคีลอยด์

แผลเป็นคีลอยด์จะมีลักษณะคล้ายๆกับแผลเป็นแบบนูน แต่จะมีลักษณะหนาและพองตัว ที่สำคัญแผลเป็นคีลอยด์สามารถที่จะเติบโตเกินบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บได้

4 แผลเป็นหดรั้ง

แผลเป็นแบบนี้จะเกิดขึ้นมาจากการที่ผิวหนังส่วนใหญ่สูญเสียหรือได้รับความเสียหาย ซึ่งปกติจะเกิดขึ้นจากการไหม้ และจะมีลักษณะผิวตึงและมันวาว

เสกแผลเป็นให้หายไป
เสกแผลเป็นให้หายไป. — ภาพจาก : https://www.pexels.com/photo/fashion-man-people-woman-6337647/

สำหรับวิธีการในการรักษาแผลเป็น อาจจะไม่สามารถทำให้มันหายไปได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การจางหายลงไปในระดับหนึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าพอใจแล้ว ซึ่งหากเป็นการรักษาโดยธรรมชาติอาจจะเน้นการใช้วิตามินอี หรือผลิตภัณฑ์ในการดูแลผิวทั่วๆไปในการช่วยลบรอยแผลเป็น ซึ่งคุณจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาและต้องอาศัยความใส่ใจในการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆอย่างต่อเนื่องจึงจะเห็นผล ทั้งนี้ บางผลิตภัณฑ์อาจได้ผลดี ในขณะที่บางผลิตภัณฑ์ไม่ได้ผลใดๆ ซึ่งคุณต้องเลือกสรรมาใช้ด้วยตัวของคุณเอง

แต่หากแผลเป็นมีความรุนแรงมากกว่านั้น อาจจะใช้วิธีการทำศัลยกรรมเพื่อลบรอยแผลเป็นออกไป แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เกิดเป็นแผลเป็นที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการรักษา

นอกจากนี้ ยังมีวิธีการฉีดสเตียรอยด์ซึ่งอาจจะทำให้แผลเป็นเล็กลง และการฉีดสเตียรอยด์ก็ยังช่วยบรรเทาอาการปวดและคันได้ด้วย

ส่วนวิธีการใช้รังสีก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยในการรักษาแผลเป็นได้ แต่รังสีที่ใช้ต้องมีความรุนแรงต่ำ และต้องระวังการเกิดผลข้างเคียงในระยะยาว

อีกหนึ่งวิธีที่นิยมกันก็คือ การใช้เลเซอร์ เพื่อขจัดชั้นผิวหนัง โดยเลเซอร์ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ให้ผลลัพธ์ที่มีความละเอียดมากกว่าวิธีอื่นๆ และสามารถลดรอยแผลเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นที่สั้นลง

ส่วนวิธีสุดท้ายที่อยากจะแนะนำ ก็คือ การฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งจะช่วยในการรักษาสำหรับแผลเป็นที่เป็นหลุมลงไป ช่วยทำให้แผลเป็นมีความตื้นมากขึ้น โดยจะฉีดฟิลเลอร์ไปที่ระดับชั้นของผิวหนังโดยรอบ อย่างไรก็ตาม การฉีดฟิลเลอร์อาจจะให้ผลเพียงชั่วคราว และจำเป็นต้องทำซ้ำอยู่เสมอ

จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายวิธีลบรอยแผลเป็นที่จะช่วยทำให้แผลเป็นที่มีอยู่จางลง ตื้นขึ้น หรือลดขนาดลงได้ เพียงแต่คุณจะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะแผลเป็นที่มีอยู่ รวมไปถึงต้องศึกษาถึงผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวด้วย

อย่างไรก็ตาม การป้องกันที่ต้นเหตุด้วยการป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็นก็ถือเป็นขั้นตอนแรกที่ควรทำ โดยจะต้องมีความพิถีพิถันในการดูแลแผลให้ดี ทั้งการรักษาความสะอาดหรือการเลือกรับประทานอาหาร ก็จะเป็นการลดรอยแผลเป็นที่ต้นเหตุที่ดีที่สุด

แต่ถ้าไม่สามารถป้องกันการเกิดแผลเป็นได้ ก็จำเป็นต้องใช้วิธีการลบเลือนแผลเป็นตามที่กล่าวไว้ข้างต้น เพื่อช่วยให้ผิวได้รับการแก้ไขให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้